Tuesday, February 27

Blog Tag Ripple

หลังจาก intro ไปวันก่อน เรื่องที่โดนใหม่แปะ tagไว้ นี่ก็เลยต้องตั้งหน้าตั้งตาทำการบ้าน เล่าอะไรก็ได้ 5 อย่างที่คนอื่นคงไม่รู้ นั่งคิดนอนคิดหลายวัน จะเขียนอะไรดีหนอ ลองอ่านดู บางเรื่องถ้ารู้แล้ว ก็จุ๊..จุ๊ละกันนะ :) apologies for the English readers.. these stories must be told in Thai for the fun of it hehe..

บทที่หนึ่ง ความซนตอนเด็ก
สมัยก่อน ตอนวัยเยาว์ อันนี้คือหมายถึงอนุบาลถึงประถมต้นนะ จำได้ว่าัตัวเองซุกซนพอควร ตอนอยู่อนุบาลบ้านเด็ก โรงเรียนมีเสาต้นใหญ่ๆอยู่สองสามต้น ถึงเวลาพัก ว่างๆก็จะไปปีนเสา ที่เล่านี่ เพราะจำได้ว่ามันก็สูงอยู่ เป็นส่วนกลางโถง ก็เทียบได้กับสองชั้นละมั้ง ปีนไปจนถึงบนสุด ใกล้จับหลังคาเลยก็ว่าได้ พอย้ายมามาแตร์ ก็ได้โอกาสปีนอีก มาแตร์ไม่มีเสายักษ์อย่างบ้านเด็ก แต่คราวนี้มีงานที่โรงเรียน ก็วางเต๊นท์กลางสนามเยอะแยะ เสาเต๊นท์ต้นจิ๊ดนึง แต่ก็ยังอยากลอง ปีนซะเลย แล้วก็ประสบความสำเร็จ แต่ขาลง ก็รูดลงมา (เหมือนสมัยก่อนละ) แต่ไม่ได้มองว่ามีแง่งที่เ้ค้าไว้เกี่ยวสายยื่นออกมา ก็ขูดข้อมือซะเป็นรูยาวเลย ตอนแรกไม่รู้ตัว นึกว่าถลอกเฉยๆ ซักพักเลือดอาบ ตกใจแทบแย่ ก็ได้แผลเป็นติดตัวหลังจากนั้นมา.. ส่วนสมัยนี้ ความซนไม่ค่อยมีแล้ว กลายเป็นคนขี้กลัวไปแทน โดนน้องหุยว่าบ่อยๆ ว่าทำไมไม่ใจกล้าเหมือนตอนเด็ก ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้ามีอะไรแปลกใหม่ หุยก็ลองก่อนทุกที รายนั้นกล้าไปซะหมด เรียกว่าแก่แล้วก็ยังซน อิอิ..

บทที่สอง ความสามารถพิเศษ (คิดเอาเอง)
เคยมีคนทักหลายที ว่าทำไมเวลานั่ง ถึงได้หักนิ้วเท้าตัวเองกับพื้นยังงั้น ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าทำอยู่ แต่คิดว่าที่มาคงมาจากว่า สมัยก่อนเรียนบัลเล่ต์ ตอนขึ้น toe มันก็ต้องยืนบนนิ้วเท้า แต่อันนั้นก็มีรองเท้าสำหรับเต้นโดยเฉพาะ เวลาไม่ได้ใส่รองเท้าขึ้นโท ก็ต้องทำปลายเท้าให้แหลมๆเวลาเต้น ตอนซ้อมก็เลยหักนิ้วเท้าตัวเองกับพื้น ให้มันงอๆ ก็คงเทคนิคเดียวกับคนรำไทย หักนิ้วมือให้สวยๆ นี่ก็เป็นนิ้วเท้าแทนไง ทำจนติดละมั้ง จนป่านนี้ก็เลยยังนั่งแบบนั้นอยู่บางที แถมขึ้นไปยืนหักๆแบบนั้นได้ด้วย เรียกว่าสามารถมั้ยเนี่ย..

บทที่สาม อาหารคาว อาหารหวาน
แต่ละเรื่อง ไร้สาระเกินไปรึเปล่า.. คือว่า เป็นคนชอบทานอาหารรสจัดมาก อันนี้ก็คงจะเน้นอาหารไทยเป็นหลัก แต่อาหารฝรังก็ชอบให้มีรสชาติเหมือนกันนะ ตั้งแต่เด็ก (เอ.. เล่าไปเล่ามา มีแต่เรื่องย้อนอดีต สงสัยจะแก่แล้ว ชอบคิดเรื่องเก่าๆ อิอิ) เริ่มทานรสจัด ก็จากการที่แอบไปชิมอาหารในครัว เวลาหลังบ้านเค้าทำ เอาไว้ทานกันเอง ไม่ได้มาขึ้นโต๊ะให้เราๆ แต่ก็นะ เด็กๆก็ใช้พลังเยอะ ก็หิวอยู่เรื่อย หลังบ้านทำอะไร ก็ไปขอหม่ำประจำ นอกเวลาอาหารน่ะละ มีทั้งแกง ตำ น้ำพริก ขนมจีน แต่ละอย่าง เผ็ดซี๊ด.. แซบหลาย ทานๆไปจนชิน ก็เลยติด จะใส่พริกใส่น้ำปลาเต็มที่ ก๋วยเตี๋ยวก็สีแดงตลอด ทานข้าวก็ต้องขอน้ำปลาพริก เอาพริกเยอะๆด้วย น้ำปลาไม่ต้องเยอะมาก ไปไหนถ้ามีใครคุยว่ากินเผ็ดเก่ง ก็จะอยากไปท้าแข่งกับเค้าเรื่อย เคยสั่งส้มตำในซอย บอกคนขายว่าเอาพริกสิบเม็ด เค้าก็ทำหน้าดูถูก บอกว่าระวังเดี๋ยวก็ทานไม่ได้หรอก ผู้หญิงทานเผ็ดไม่เป็น รู้สึกเจ็บใจมาก ต้องขอพูดทับ ใส่เลยสิบเม็ด..ออกจะเด็กๆ ที่บ้านผู้ชายตะหากทานเผ็ดไม่ได้ (ดีนะไม่ได้ถึงขนาดกินโชว์เค้าเพื่อพิสูจน์) สรุปว่า รสที่เน้นคือ เผ็ดและเค็ม แต่ไม่เอาหวานเลยนะ ไม่รู้ำทำไมไม่ชอบหวานเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยใส่น้ำตาลซักที ที่ไม่เอาเลยจริงๆ ก็คือ รสจืดค่ะ อะไรจืดขอไม่ทาน หรือไม่ก็ต้องปรุงจนหายจืด แต่ส่วนใหญ่อย่างแกงจืด มันก็ไม่จืดนะ ไม่รู้ทำไมเค้าเรียกแกงจืด.. น่าจะเป็นแกงเค็มมากกว่า

ส่วนอาหารหวาน ดันไม่ชอบรสจัด ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นของหวาน ก็จะชอบจืดๆมากกว่า ของหวานนี่ขอรวมน้ำไปด้วย ถ้าเป็นน้ำหวาน ก็จะเอาเจือจาง อย่างเช่นชาเย็น หรือน้ำแดง เป็นต้น คนอื่นทานแก้วนึง เราเติมน้ำทานได้ซักสามแก้ว คนขายเค้าคงดีใจ ไม่เปลืองดี หนมหวานก็เช่น ตระกูลทองๆ ฝอยทองจะชอบหน่อย ทองหยิบ ทองหยอด หวานเกินไป ทานไม่ไหวอ่ะ เม็ดขนุนมีใส้มาช่วยนิดนึง ก็เลยพอถูไถ ช็อคโกแลตก็ด้วยนะ เอาแบบ dark เยอะๆ เมื่อก่อนเคยทาน milk เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบแล้ว หวาน (อีกเหมือนกัน)

บทที่สี่ นักร้องในดวงใจ(สมัยหนึ่ง)
เปลี่ยนแนวมั่ง เรื่องนี้บางคนก็อาจจะรู้ จริงๆมันก็เป็นเรื่องของอดีตอ่ะนะ ก็ไม่อยากจะพูดถึงซักเท่าไหร่ ด้วยความอาย แต่คิดถึงสมัยนั้น ก็ขำตัวเองดี ตอนซัก ม.ต้น เกิดอาการบ้าเบิร์ดสุดๆ จำได้ว่าช่วง ธ.ธง สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามา นั่นแหละ นี่อายนะที่จำได้ อิอิ ก็ฟังเพลงเค้าทั้งวัน ร้องจนจำขึ้นใจ เลียนแบบได้ทุกเอื้อน สมัยนั้นยังเป็นเทปอยู่เลยมั้ง จำได้ว่าชอบเพลง เหนื่อยมั้ย ก็กรี๊ดๆพี่เบิร์ดๆ ตอนนั้นยังเป็นพี่ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นป๋า แล้วกลายเป็นป้า ตามเทรนด์พฤติกรรม สมัยนั้นยังออกไม่มากไง เราก็บ้าต่อไปสองสามอัลบั้ม นั่งอัดรายการทีวี ฟังวิทยุ โทรไปโหวต (จำ radio vote ได้อ๊ะป่าววว) ซื้อ magazine เอาเข้าไป.. พยายามไปดูคอนเสิร์ตทุกอัน บางอันไปสองที ตั๋วแพงก็ยอมนะ อยากเห็นใกล้ๆ คราวที่จัดที่ศูนย์วัฒนธรรม แบบเบิร์ดเบิร์ด ตอน dream & reality จำได้ว่าละครเพลงเจ๋งมาก ชอบสุดๆ ฟังในรถก็ร้องไม่หยุด ทำเสียงตัวละครไดุ้ทุกคนเลย ในใจก็อิจฉา นัท มีเรีย ได้สวีทหวานกับพี่เบิร์ด ยิ่งเล่ายิ่งจะรับไม่ไดละ้ เอาเป็นว่า ก็ชอบเพลง เค้าก็มีความสามารถ สมัยนั้นผลงานก็ดีๆ เสียงก็ดีอยู่แล้ว ก็เลยนะ บ้าไป มันจะเริ่ม fade ก็ตอนไปคอนเสิร์ตครั้งนึง ที่อินดอร์หัวหมาก คราวนั้นได้ป้ายเข้าหลังเวที เดินผ่านไป เห็นป้ายกมือหวัดดีใครซักคน แต่กรีดกรายซะ นิ้วไม่ติดกัน ไอ้หยา เต็มตาไปหน่อย เลยคิดได้ พอดีกว่า ไม่บ้าละ (แต่จนวันนี้ ยังทำภาษามือ หมอกหรือควัน ได้อยู่เลย แงๆ)

ระลอกสอง (in hindsight นี่เราเป็นคนบ้าคนแปลกประหลาดซะจริงๆ) บ้าไมเคิล แจ๊คสันล่ะ เอาเข้าไปน้อ.. ตอนออก dangerous นี่ กรี๊ดๆๆๆ เพลงเจ๋งมาก ดังระเบิด ชอบซ้า.. ก็รู้ว่าเค้าหน้าขาวแล้ว แต่ก็ไม่สนใจ ซื้ออัลบั้มย้อนหลังไป จำเืนื้อได้หมดอีก แม้กระทั่งที่เค้าร้อง ฮู้ฮู ฮี้ฮี ก็จำได้หมด ถ้าใครอยู่ในรถด้วยจะเห็นภาพ อิอิ ทีนี่ก็มาคอนเสิร์ตเมืองไทย มีหรอจะพลาด ก็ไปดู ตั๋วสุดแพง แต่ยอมอีกเหมือนกัน ระบบเสียงกระหึ่ม สนุกสุดๆไปเลย แล้วก็เป็นอีก นั่งอัดรายการ ซื้อหนังสือ เก็บซีดี ต่างๆนานา ทีนี่พี่แกเริ่มแสดงความประหลาด มากขึ้นทุกวัน ไหนจะแต่งงาน แล้วเอาภริยามาแก้ผ้าถ่ายมิวสิค แล้วก็หย่า แล้วก็คดีเด็ก แล้วก็แต่งงานอีก แล้วก็มีลูก แต่เอาลูกซ่อนในผ้า กับชูโชว์ตรงระเบียงหน้าต่าง แกล้งจะทำตก มากมาย จำไม่ค่อยจะได้ละ เพลงก็แย่ลงทุกวัน สุดท้าย ก็หมด era ของ he ไปโดยปริยาย แต่อย่างน้อย เพลงเค้าสมัยนั้น มันก็ยังเจ๋งอยู่อ่ะนะ

บทสุดท้าย gravity
เรื่องนี้ มีคนสังเกต แล้วก็ทัก นานแล้วแหละ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแปลกรึเปล่านะ คือว่าไม่รู้มีอะไรกับน้ำที่จะหยด โดยเฉพาะน้ำที่เกาะแก้ว กำลังไหลๆ จะหยดติ๋ง ถ้าเห็นก็จะอดไม่ได้ ต้องยื่นมือไปรับ ก่อนมันจะตกถึงโต๊ะ ถึงตัก เป็นรอยเปียกหยดกลมๆ ถ้าเป็นแก้วเราเอง ก็เอามือรอง ถ้าเป็นแก้วคนอื่นเมื่อไหร่ เค้ากำลังจะยกดื่ม ก็จะตกใจ เพราะมือเราพุ่งไปอย่างรวดเร็ว เค้าก็ทำหน้างงใส่ เราก็แหะๆ ไปตามเรื่อง แต่ถ้าเป็นแบบวางอยู่บนโต๊ะ ละลายมากซะจนไหลเป็นทางเนี่ย ก็คงเอาทิชชูวางรอง จะได้ไม่ไหล เปียกเท้า ประมาณนั้น แต่ตั้งแต่มาอยู่นี่ แทบไม่ได้ทำเท่าไหร่เลย อากาศหนาว ไม่ค่อยกินน้ำเย็น.. ถึงกินมันก็คงไม่ค่อยละลายเท่าไหร่ด้วยล่ะ.. ก็เลยไม่รู้เหมือนกัน ว่าตัวเองยังเป็นอยู่รึเปล่า

ตอนแรกกะจะลอกตามใหม่ เล่า timeline ชีวิตมั่ง แต่คงไม่ค่อยหรูหรา เลยไม่เอาดีกว่า ถึงตอนนี้ การบ้านยังไม่จบ เพราะต้องมีบทสรุปอีก คือต้องส่งต่อให้บุคคลโชคดีอีก 5 ท่านด้วยกัน ที่จะสานต่อ จะว่าไปแล้ว คิดว่าจะแปะใครต่อเนี่ย ยากกว่าิคิดเรื่องเล่าอีก เพราะก็ไม่ใช่ว่าจะมีคนมาอ่านมากมาย ก็ไม่รู้จะส่งต่อให้ใคร แต่ถ้าไม่ส่ง เดี๋ยวคุณใหม่จะว่าเอารึเปล่าไม่รู้ เอาเป็นว่า แปะเล่นๆ เป็นพิธีก็ละกันนะ
+ แปะกลับมุทริกา ฮาๆ ไปคิดมาซะดีๆ เรื่องใหม่อีกห้าเรื่องนะ ห้ามซ้ำ โอเค๊.. :P
+ คุณกฤษณ์ ดีเจเสียงหล่อ ที่บอกปัดล่วงหน้าไว้แล้ว หาว่าเราบ้าไปตามคนอื่น (มาบ้าต่อด้วยกันน่ะ อิอิ)
+ kitikun เจ้าของ cinekeith แห่ง evanston ที่คงยากจะเ่ล่นด้วย เพราะชอบ quote กับแปะรูปเท่านั้น
+ จะแปะน้องหุย แต่ไม่รู้จะไปแปะที่ไหนดีเหมือนกัน..
+ คิดไม่ออกแล้วล่ะ สงสัย blog tag สายนี้จะไม่ค่อยเวิร์ค แหะๆ

3 comments:

Anonymous said...

ฮึ่ม! มาหาว่าเราจะไม่เล่นด้วย โพสต์เรียบร้อยแล้วน้า นึกไม่ถึงล่ะสิ ฮิ ฮิ :P

noomai said...

โห... เฮ้ย.. ไม่สิ้นคิดไปหน่อยเหรอ.. มาแปะกลับชั้นเนี่ยะ จริงๆก็ยังพอมีเรื่องเล่าอยู่อ่ะนะ แต่ว่า.. ขอคิดดูก่อน.. (แอบเล่นตัว.. ฮาฮา)

ในฐานะที่เป็นเพื่อนแก... ขอความกรุณาให้แกลดระดับการคิดเผ็ดและเค็มหน่อยนะเฟร้ย ใครว่าไม่ค่อยเค็ม แกกินโคตรรรรเค็ม เห็นแล้วกลัวแกจะเป็นโรคสารพัดที่จะเป็นได้

แล้วเล่ามา 5 เรื่อง มีเรื่องแรกเรื่องเดียวที่ไม่รู้ เดี๋ยวเราเขียนบล๊อกแท๊คอีกรอบเลยกลับมาแปะแกอีกเลยนี่ บังคับเอาเรื่องที่เราไม่รู้มาแปะเพิ่มๆๆๆๆ ฮาฮา โหดไปป่าววววว =P

J said...

โดนด่าอีก แหม.. มันยากนี่แก ชีวิตมันไม่ค่อยมีอะไรให้เล่า แกต้องถือว่า เป็นคนพิเศษนะเฟ้ย รู้เรื่องชั้นไปซะหมดเนี่ย แต่ก็เอาน่ะ ไว้ถ้าชั้นว่างมาก จะขุดมาให้อีกละกัน (ทำไมลงทุนงี้..)